1. ตลาดโลกต้องการหลักฐานมากกว่าคำโฆษณา
การแข่งขันทุเรียนในตลาดจีนและตลาดสากลรุนแรงขึ้น ผู้ซื้อจึงให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความเร็ว และที่มาที่ตรวจสอบได้พร้อมกัน บทวิเคราะห์ของ DITP ชี้ว่าระบบตรวจสอบย้อนกลับมีความสำคัญไม่แพ้โลจิสติกส์
สำหรับแบรนด์ การระบุประเทศต้นทางเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากเกิดข้อร้องเรียน ต้องตอบให้ได้ว่าสินค้าล็อตนั้นมาจากสวนใด คัดเมื่อใด ผ่านจุดใด และมีสินค้าอื่นใดได้รับผลกระทบบ้าง
2. ข้อมูลขั้นต่ำที่ระบบควรเชื่อมโยง
ระบบไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเทคโนโลยีซับซ้อน แต่ต้องมีรหัสล็อตที่ไม่ซ้ำและข้อมูลที่ต่อกันได้จริง
- สวน/เกษตรกรและพื้นที่ผลิตที่เกี่ยวข้อง
- พันธุ์ วันที่เก็บเกี่ยว และข้อมูลการรับเข้า
- ผลการคัดเกรด การตรวจ และผู้รับผิดชอบ
- โรงคัดบรรจุ วันที่บรรจุ และรูปแบบบรรจุภัณฑ์
- ผู้ขนส่ง เส้นทาง อุณหภูมิหรือเงื่อนไขที่จำเป็น
- ลูกค้าหรือปลายทางของแต่ละล็อต เพื่อให้เรียกคืนหรือสอบสวนได้

3. QR Code เป็นเพียงหน้าต่าง ไม่ใช่ทั้งระบบ
QR Code ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก แต่ถ้าข้อมูลหลังบ้านไม่ครบ ไม่อัปเดต หรือแก้ไขโดยไม่มีประวัติ ระบบก็ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ การออกแบบจึงต้องแยกข้อมูลสาธารณะ ข้อมูลคู่ค้า และข้อมูลภายในตามสิทธิ์ใช้งาน
เริ่มต้นได้จากการกำหนดเจ้าของข้อมูลแต่ละจุด ขั้นตอนการบันทึก วิธีแก้ไขข้อผิดพลาด ระยะเวลาเก็บข้อมูล และการทดสอบจำลองเรียกคืนสินค้าเป็นระยะ
4. จากต้นทุนการปฏิบัติตามสู่สินทรัพย์แบรนด์
เมื่อข้อมูลเชื่อถือได้ Traceability สามารถต่อยอดเป็นเรื่องราวแหล่งกำเนิด คำแนะนำการรับประทาน หลักฐานการควบคุมคุณภาพ และข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ปัญหา ช่วยให้ทีมปรับปรุงอัตราของเสีย ความสม่ำเสมอ และการตอบข้อร้องเรียน
สำหรับ Siam Diamond แนวคิดการคัดเลือกจากต้นทางจะมีพลังมากขึ้นเมื่อข้อมูลสำคัญถูกเชื่อมเข้ากับล็อตสินค้าอย่างเป็นระบบ เพราะทำให้แบรนด์อธิบายคุณค่าได้ด้วยหลักฐาน และพร้อมขยายไปยังคู่ค้าและตลาดที่ต้องการความโปร่งใสสูงขึ้น



